​Along The Journey - เรื่องเล่าระหว่างทาง

เด็กไต้หวัน : 台湾 小朋友

   จั่วหัวมาแบบนี้ใครต่อใครคงนึกได้หลายอย่าง โดยเฉพาะหนุ่มๆคงนึกไปถึงเด็กสาวไต้หวันแบบวัยรุ่นจี๊ดจ๊าด พวกเที่ยวกลางคืนบ่อยหน่อยก็คงนึกไปถึงโอว นี่ไปเที่ยวไต้หวันมาคงมีประสบการณ์พิเศษบางอย่างมาเล่าให้ฟัง เปล่าเลย เด็กในที่นี้ก็คือ เด็กนักเรียนประถมชั้นปีที่ 5 หรือ ป.5 นั่นเอง มีโอกาสได้ไปเยี่ยมคลาสเรียนของคุณครูอะมันด้าซึ่งเป็นเพื่อนของรุ่นน้องอีกที (ผู้เอื้อเฟื้อที่พักในทริปนี้ตั้ง 5 คืน)
    เริ่มด้วยอะมันด้า แนะนำสองชายไทยมาจากแดนไกลในนาม Da Ge Ge แปลได้ประมาณพี่ชายใหญ่ ลืมถามอะมันด้าไปเหมือนกันว่าทำไมเรียกแบบนี้ หลังจากนั้นเราก็แนะนำตัวเองโดยรุ่นน้องแนะนำตัวเป็นภาษจีนกลาง ส่วนผมนะเหรอ ภาษาอังกฤษ แล้วให้อะมันด้าแปลให้เด็กฟังอีกที ต่อไปก็ถึงคิวเด็กแนะนำตัว ทุกคนมีชื่อภาษาอังกฤษหมดเลย ในตอนแรกทุกคนดูจะขี้อายนิดๆ โดยเฉพาะช่วงแนะนำตัว แต่พอถึงฃ่วงคำถาม ทุกคนยกมือกันพรึบพรั่บ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าทุกคนกล้า เมื่อถึงเวลา ไม่รู้ว่าสมัยนี้เด็กไทยยังเงียบอยู่หรือเปล่า เวลาที่ครูหรือวิทยากรถามว่ามีคำถามอะไรจะถามมั้ย หนึ่งในคำถามที่ฮา ก็คือ คุณคิดว่าตัวเองหล่อมั้ย อ่ะนั่น ถามมาได้ เราก็ต้องตอบว่า ก็นิดนึง เดี๋ยวจะเสียชื่อคนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก
   หนึ่งในกิจกรรมที่แปลกอีกอย่างก็คือการบริหารสายตา ซึ่งมีเป็นช่วงเวลากันเลย หนึ่งในท่าง่ายๆก็คือ เอามือชี้ไปบนฟ้าแล้วเอาตามองไปที่นิ้ว นัยว่าเป็นการรีแลกซ็สายตาหลังจากจ้องกระดานมานาน
  หลังจากนั้นก็เป็นช่วงพักคุณครูอะมันด้าก็เลยชวนเราและเด็กๆลงไปเดินรอบๆโรงเรียน น่าแปลกที่เค้าอยู่ในเมืองหลวงอย่างไทเปแต่สิ่งที่เค้าชอบเล่นกันก็คือสิ่งของจากธรรมชาติ เช่นเอาใบไม้ไม่รู้ใบอะไรเหมือนกันเอามา 2 ใบ แจกกันคนละใบ เอาใบมาเกี่ยวกันแล้วดึง ใบใครหลุดคนนั้นก็แพ้ อีกอย่างก็คือเอาดอกหญ้ามาเป่ากัยเล่น แล้วก็เอาไปปาให้ติดเสื้อคนอื่นๆ

หมดเวลาพักเป็นชั่วโมงเรียนศิลปะ เด็กๆต้องย้ายไปห้องศิลปะ ไปนั่งทำร่มกัน ไอ้เราก็นึกว่าร่มจริงๆ แต่เป็นโครงร่ม แล้วเอาริบบิ้นมาพันๆ ให้เป็นร่มนั่นเอง เด็กผู้ชายทำเสร็จเร็วมาก แล้วก็นั่งอ่านการ์ตูนประเทืองปัญญาอาทิเช่น ไซอิ๋วกี่ ส่วนเด็กผู้หญิงทำช้ามากสงสัยจะประดิดประดอย ช่วงนี้ก็มีถ่ายรูปเก็บไว้ จะมีเด็กผู้ชายสองคน พอตั้งท่าจะถ่ายจะวิ่งมาเข้ากล้องเลย อะไรจะบ้ากล้องขนาดนั้น
   นั่งดูเด็กทำร่มนานๆเริ่มเมื่อยและเป็นการรบกวนสมาธิเด็ก ก็ลงมานั่งรอในห้องเรียนประจำของเด็กกับอะมันด้า ก็เลยมีเวลาสังเกตรอบๆห้องเรียน นี่มันห้องเรียนประถมอะไรกัน ทำไมมันดีกว่าบ้านเรามากมาย มีโปรเจคเตอร์ด้วย อะมันด้าบอกว่าเพิ่งติดตั้งทั่วไทเปเมื่อไม่นานมานี้เอง โต๊ะครูจะอยู่หลังห้อง มีคอมให้ใช้ หน้ากระดานดำมีไฟเตรียมส่องกระดานหากแสงไม่พอ มีน้ำให้กดกินได้ในห้องเลย ถ้าจะล้างมือก็แค่เดินออกหน้าห้องตรงระเบียง คิดแล้วอิจฉาแทนเด็กไทยที่เรียนโรงเรียนรัฐบาลจริงๆ อีกกี่ปีบ้านเราจะมีแบบนี้มั่ง
    หมดชั่วโมงศิลปะก็ได้เวลาทานข้าวกัน ทุกคนจะเอากล่องข้าวมาเอง แต่มาเพื่อตักข้าวและกับข้าว และก็มีเด็กเอามะเขือเทศมาแจกให้กิน เฮ้ยกินกันสดๆแบบนี้เลยเหรอ แต่เด็กเอามาให้แล้วก็ต้องกิน เปรี้ยวปรี๊ด และฝาด สุดๆ กินกันเล่นๆได้ไงเนี่ย พอเด็กอิ่มแล้วมีเด็กคนนึงมาถามว่ามาเป็นคุณครูที่นี่มั้ย ช่างถามจริง ใครจะมาเป็นได้ถ้าภาษาจีนไม่แตกฉาน เด็กเอ๋ยเด็กน้อยจริงๆ
    และแล้วก็ได้เวลาร่ำลาเด็กๆกันแล้ว เพราะหลังทานข้าวเสร็จเด็กต้องนอนกลางวัน ไม่ได้พิมพ์ผิดและคุณก็ไม่ได้อ่านผิด เด็กประถมที่นี่ต้องนอนกลางวันจริงๆ โดยนอนประมาณ 45 นาที
     เป็นความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูกจริงๆที่อยู่กับเด็กๆน่ารักมากมาย การได้อยู่ใกล้ๆกับเด็กที่มีความสุข คิดบวกมากกว่าลบ ทำให้เรามีความสุขตามไปด้วย และรู้สึกอายุเด็กไปอีกหลายปี นี่หรือเปล่าที่ใครๆก็ชอบมีแฟนเด็กกว่า (เกี่ยวมั้ย)